top of page

ครูxนักเรียน ร่วมมือพัฒนาไปพร้อมกันตอบโจทย์วิทยฐานะและการศึกษาที่มีคุณภาพ



ในฐานะของการเป็นครู มีเป้าหมายสำคัญคือการสอนนักเรียนให้ได้ดีที่สุด ขณะที่เป้าหมายส่วนตัวก็คือต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูง เพื่อสอดคล้องกับมาตรฐานวิทยฐานะครูตามเงื่อนไข PA (Performance Agreement) ทั้งยังต้องตามให้เท่าทันยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภาระงานของคุณครูในแต่ละวันที่ต้องสะสางอย่างไม่รู้จบ ทำให้คุณครูมีอุปสรรคมากมายในการพัฒนาวิชาชีพไปพร้อม ๆ กับการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับนักเรียน แล้วคุณครูจะทำอย่างไรให้พัฒนาวิชาชีพของตนเองต่อไปได้?  ควบคู่กับการทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำให้กับนักเรียน ซึ่งก็ต้องดำเนินไปได้ด้วยดีเช่นเดียวกัน 


บทความนี้จึงจะมาพูดถึงการปรับวิธีการสอนที่จะช่วยให้ทั้งเด็ก ๆ ได้รับความรู้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และยังช่วยให้คุณครูสามารถพัฒนาวิชาชีพของตนควบคู่กันไปได้ด้วยดี ซึ่งหวังว่าคุณครูทุกท่านจะสามารถนำไปเป็นแนวทางในการสอน ปรับใช้กับห้องเรียนของทุก ๆ คนได้


ปรับวิธีการสอน โดยเปลี่ยนเป็นเน้นที่ตัวผู้เรียน

และจัดกระบวนการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)


1. การสอนแบบเปิดโอกาส

เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองผิด ลองถูก สร้างความมั่นใจให้พวกเขาในทุก ๆ ก้าว เพื่อให้สอดคล้องกับการสร้างประสบการณ์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง เช่น ให้นักเรียนวาดรูปสุนัขตามจินตนาการ โดยคุณครูไม่ต้องมีตัวอย่างให้ เน้นให้เขาใช้ประสบการณ์ของตัวเองสร้างขึ้นมา พร้อมกับให้เขาอธิบายว่าทำไมสุนัขถึงมีลักษณะแบบนี้ มีเหตุผลอย่างไร เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อจำกัด และไม่ถูกตีกรอบความคิด



2. ประยุกต์บทเรียน ใช้ความรู้เก่าต่อยอดสู่ความรู้ใหม่

คุณครูควรมองหาวิธีในการทำให้นักเรียนนำความรู้เดิมมาต่อยอดใช้กับบทเรียนถัดไปได้ เช่น ถามคำถามว่า “ครั้งที่แล้วครูสอนเกี่ยวกับสัตว์กินพืช วันนี้ครูจะมาสอนสัตว์กินอะไร ?” ให้นักเรียนลองทายโดยมีคำบอกใบ้ ทดสอบว่าพวกเขาสามารถเชื่อมโยงความรู้ครั้งก่อนได้หรือไม่ ซึ่งหากคำตอบผิด คุณครูมีหน้าที่อธิบาย และให้กำลังใจเด็ก ๆ ต้องไม่มีการลงโทษ หรือตักเตือนรุนแรง


3. บริหารเวลาจัดการสอนได้ และต้องพร้อมปรับเปลี่ยน 

เชื่อว่าก่อนการสอนคุณครูทุกท่านย่อมเตรียมการสอนมาอย่างดี เตรียมการว่าจะให้นักเรียนทำกิจกรรมอะไรในแต่ละช่วง แต่ถึงเวลาที่การสอนไม่เป็นไปอย่างที่คิด คุณครูควรพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ไม่กดดันที่จะทำตามแผนเดิม เพราะการพร้อมเปลี่ยนตามสถานการณ์ตรงหน้าจะช่วยให้คุณครูคลายความเครียดลงได้ และสนุกไปกับการสอน อีกทั้งช่วยให้เด็ก ๆ สนุกเพราะการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมตอบโจทย์วิทยฐานะได้อีกด้วย


4. ดึงจุดสนใจของเด็ก ๆ “ครูอยู่ตรงนี้”

คาบเรียนช่วงเช้าคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะนักเรียนมักจะโฟกัสได้มากเป็นพิเศษ หากเป็นช่วงบ่าย ครูจะต้องใช้เอเนอร์จีเยอะมาก ๆ เพื่อดึงความสนใจของเด็ก ๆ ทั้งต้องพาเขาทำกิจกรรมผ่อนคลาย และสุดท้ายต้องสอดแทรกกิจกรรมการเรียนรู้เข้าไปให้ได้ด้วย ดังนั้นคุณครูต้องย้อนกลับไปที่เป้าหมายของแต่ละบทเรียน ต้องคิดว่านักเรียนจะได้รับอะไรจากบทเรียนครั้งนี้ จากนั้นจึงพยายามทำให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจ เอาจุดโฟกัสกลับมาไว้ที่การเรียน และทำให้เขารู้สึกสนุกไปกับการเรียนให้ได้


5. ถ่ายทอดเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย ส่งต่อให้เด็ก ๆ ใช้ได้จริง

ตัวอย่างเช่น วิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนหลายคนไม่เข้าใจว่าต้องมีการบวกลบไปเพื่ออะไร ในเมื่อปัจจุบันมีเครื่องคิดเลข หรือการท่องแม่สูตรคูณ ท่องเพื่ออะไร คุณครูจึงต้องดึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมาแสดงให้นักเรียนเห็น เช่น ถ้าต้องไปซื้อของที่ Supermarket การต้องนับจำนวนสินค้าเยอะ ๆ สูตรคูณจะช่วยได้นะ แสดงให้เห็นว่าเขาจะได้ใช้สิ่งเหล่านั้นจริง ๆ และเมื่อนักเรียนได้นำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เขาจะรู้สึกมีกำลังใจที่เขาตั้งใจเรียนจนแก้ปัญหาได้


6. ครูพร้อมเป็นกระจก ที่เปี่ยมล้นด้วยความเมตตา

เมื่อสอนเสร็จแล้วต้องมีการวัดผล แต่จะทำอย่างไรให้นักเรียนไม่บอบช้ำจากผลการประเมิน เพราะบางครั้งเขาก็ยังรับไม่ได้กับคอมเมนต์ด้านลบ ดังนั้นแนะนำให้คุณครูเริ่มด้วยการชมสิ่งที่เขาทำได้ดี และเสริมสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้เพิ่มเติมผ่านการให้ทำแบบฝึกหัด พร้อมกับอธิบายถึงประโยชน์ของการทำแบบฝึกหัด เพราะคุณครูเป็นกระจกสะท้อนที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน การทำเช่นนี้จะช่วยทำให้เขาเติบโตเป็นเด็กที่มั่นใจได้


7. สร้างไอเดียบรรเจิด “ห้องเรียนนี้หนูขออยู่ตลอดไป”

สร้างบรยากาศการเรียนการสอนใหม่ ๆ โดยเปลี่ยนห้องเรียนสี่เหลี่ยมเดิม ๆ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ไม่ว่าจะตัดแปะแผ่นกระดาษบนผนัง ทาสีใหม่ให้สดใส ติดรูปภาพตกแต่งห้องให้สวยงาม ติดข้อมูลความรู้ที่น่าอ่านเอาไว้ เพื่อทำให้บรรยากาศการเรียนน่าสนใจ พร้อมชวนเด็ก ๆ เดินชมทั่วห้อง สอดแทรกบทเรียน และอธิบายความรู้จากสิ่งของรอบตัว


8. สอนให้เด็ก ๆ กล้านำเสนอความรู้

โดยสอนให้พวกเขากล้าเล่าในสิ่งที่คิด กล้านำเสนอไอเดียของตัวเอง เช่นถามเขาว่า “เล่าให้คุณครู และเพื่อน ๆ ฟังได้ไหมคะ หนูเรียนอะไรไปบ้าง” ผ่านการนำเสนอชิ้นงาน โดยให้เขาออกแบบเอง นอกจากเด็ก ๆ จะได้ความรู้ไปแล้ว ทักษะที่เขาจะได้รับคือการนำเสนอความรู้ และการนำความรู้ไปส่งต่อให้กับผู้อื่น ซึ่งคุณครูเปรียบเสมือนโค้ชคอยอยู่เคียงข้างเพื่อแนะนำเขาขณะที่กำลังนำเสนอผลงาน


เมื่อคุณครูออกแบบกิจกรรมที่สร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนแล้ว ก็ควรปรับเปลี่ยนวิธีการสอนโดยเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นหลักด้วย เพราะหากไม่ปรับก็จะทำให้กิจกรรมนั้นไม่สามารถบรรลุผลได้ เชื่อมโยงไปถึงการเรียนรู้ของนักเรียนที่อาจไม่มีคุณภาพเพียงพอ และส่งผลไปยังการพัฒนาวิชาชีพของคุณครูอีกทอดหนึ่ง ฉะนั้น เพื่อให้คุณครูสามารถพัฒนาวิชาชีพโดยสอดคล้องกับวิทยฐานะ และบรรลุจุดประสงค์ตามเกณฑ์จนได้รับการเลื่อนขั้นในลำดับต่อไป พร้อมกับการทำให้นักเรียนได้รับความรู้ มีการศึกษาที่มีคุณภาพ ก็ต้องเริ่มจากการที่คุณครูพร้อมปรับเปลี่ยนตนเองในทุก ๆ ด้านอยู่เสมอ


คงไม่สามารถตัดสินได้ว่าอาชีพนี้ยากหรือง่าย แต่เชื่อว่าคุณครูทุกคนมาเป็นครูด้วยหัวใจที่เมตตา ด้วยความเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่มหาศาล เพราะมาให้ความรู้แก่ผู้อื่น และเชื่อว่าคุณครูทุกคนต้องการสอนนักเรียนให้ดีที่สุด พร้อมทั้งตั้งใจพัฒนาวิชาชีพของตนให้ประสบผลสำเร็จ และมีความภาคภูมิใจในหน้าที่การงานเป็นอย่างมากเช่นกัน





Sources: 

ดู 1 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page